1. การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

          คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2557 PDF เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) เพื่อขยายเวลาการปรับขั้นอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออกไปอีก 1 ปี จากเดิมให้ใช้สำหรับเงินได้สุทธิที่ได้รับในปี พ.ศ. 2556 และปี พ.ศ. 2557 เป็นให้ใช้สำหรับเงินได้สุทธิที่ได้รับในปี พ.ศ. 2558 ด้วย (เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558) โดยปรับปรุงบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเดิม 5 ขั้นอัตราเป็น 7 ขั้นอัตรา ดังนี้


รายได้สุทธิ (บาท)

อัตราภาษีร้อยละ

เดิม

ใหม่

0 – 100,000

5

5

100,001 – 300,000

10

300,001 – 500,000

10

500,001 – 750,000

20

15

750,001 – 1,000,000

20

1,000,001 – 2,000,000

30

25

2,000,001 – 4,000,000

30

4,000,001 ขึ้นไป

37

35


     หมายเหตุ : กระทรวงการคลังได้มีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกอยู่แล้ว ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2551

     สถานะปัจจุบัน : กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว โดยได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 576) พ.ศ. 2557 PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 เพื่อลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อไปอีก สำหรับเงินได้สุทธิที่ได้รับในปี พ.ศ. ๒๕๕๘

2. ภาษีการรับมรดก

          คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 PDF เห็นชอบให้เสนอร่างพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. ....และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ภาษีเงินได้จากการรับให้) รวม ๒ ฉบับ ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณา โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1) สรุปสาระสำคัญพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. ....

 

ประเด็น

สาระสำคัญ

ผู้มีหน้าที่เสียภาษี

บุคคลธรรมดา

นิติบุคคล

(1) ผู้มีสัญชาติไทย
(2) ผู้มิได้มีสัญชาติไทย แต่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วย
คนเข้าเมือง
(3) ผู้มิได้มีสัญชาติไทย แต่ได้รับมรดกอันเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย

(1) นิติบุคคลสัญชาติไทย
     - จดทะเบียนในประเทศไทย
     - จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายไทย
     - มีผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นเกินร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วในขณะมีสิทธิได้รับมรดก
     - มีผู้มีสัญชาติไทยเป็นผู้มีอำนาจบริหารกิจการเกินกึ่งหนึ่งของคณะบุคคลซึ่งมีอำนาจบริหารกิจการทั้งหมด
(2) นิติบุคคลต่างชาติ แต่ได้รับมรดกอันเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย

บุคคลที่ได้รับยกเว้น

(1) คู่สมรสของเจ้ามรดก (ในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย)
(2) บุคคลผู้ได้รับมรดกที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาหรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้มรดกนั้นเพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์
(3) หน่วยงานของรัฐและนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์
(4) บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญาหรือตามหลักถ้อยที
ถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ

ฐานภาษี

มูลค่ามรดกที่ได้รับหักด้วยภาระหนี้สินจากการรับมรดก ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท
(1) กรณีผู้มีสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร -> มรดกที่อยู่ในและนอกประเทศไทย
(2) กรณีผู้ไม่มีสัญชาติไทยแต่รับมรดกในประเทศไทย -> มรดกที่อยู่ในประเทศไทย

อัตราภาษี

(1) ร้อยละ 5 กรณีผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน
(2) ร้อยละ 10 กรณีผู้ได้รับมรดกเป็นบุคคลอื่น

 

2) สรุปสาระสำคัญพระราชบัญญัติภาษีแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

ประเด็น

สาระสำคัญ

แก้ไขการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- มาตรา 42
- มาตรา 48
- มาตรา 50

ยกเลิกการยกเว้นเงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะ โดยหน้าที่ธรรมจรรยา หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี และการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายของตน ทั้งนี้ แบ่งเป็นกรณีการให้สังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์
                    กรณีการให้สังหาริมทรัพย์
                    (1)   ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่
                           (ก) บุคคลธรรมดาที่ได้รับทรัพย์สินอันเป็นสังหาริมทรัพย์จากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส ที่มีมูลค่ารวมกันในปีภาษีเกินกว่า 20 ล้านบาท และ
                           (ข) บุคคลธรรมดาที่ได้รับทรัพย์สินอันเป็นสังหาริมทรัพย์จากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งนี้ จากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส ที่มีมูลค่ารวมกันในปีภาษีเกินกว่า 10 ล้านบาท
                    (2)   อัตราภาษี ร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินส่วนที่เกินนั้น
กรณีการให้อสังหาริมทรัพย์
                    (1)   ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้โอนกรรมสิทธิ์หรือ
สิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกันในปีภาษีเกินกว่า 20 ล้านบาท ให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม
                    (2)   อัตราภาษี ร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินส่วนที่เกินนั้น

 

          สถานะปัจจุบัน : กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ได้แก่
          - พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558
          - พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ. 2558 PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558



3. การลดหย่อนทางภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและจัดอบรมสัมมนา

          คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 PDF อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....  และร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว และจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ) รวม ๒ ฉบับ เพื่อเป็นการส่งเสริมและฟื้นฟูการท่องเที่ยวและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีการกำหนดมาตรการทางภาษี ดังนี้
          1. ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้จำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องในการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จัดขึ้นให้แก่ลูกจ้าง หรือรายจ่ายที่ได้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เพื่อการอบรมสัมมนาดังกล่าว ตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ทั้งนี้ มีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 580) พ.ศ. 2557  PDF
          2. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับผู้เสียภาษีสำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะค่าบริการหรือค่าที่พักที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 305 (พ.ศ. 2557) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร  PDF
          สถานะปัจจุบัน : กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ได้แก่
          -  กฎกระทรวง ฉบับที่ 305 (พ.ศ. 2557) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ๒๕๕๗
          -  พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 580) พ.ศ. 2557 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗


4. การจัดเก็บภาษีสำหรับกิจการโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนกวดวิชา

          คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2558 PDF อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรรวม 5 ฉบับ เพื่อปรับปรุงข้อกฎหมายและสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามประมวลรัษฎากรให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550  PDF ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554  PDF และให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ PDF [เรื่อง (ร่าง) แผนการขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่การปฏิบัติ] และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๗ PDF (เรื่อง ข้อเสนอแนะในการจัดเก็บภาษีโรงเรียนสอนกวดวิชาที่มีลักษณะเป็นการประกอบธุรกิจ) ซึ่งมอบหมายให้กระทรวงการคลังเร่งรัดดำเนินการจัดเก็บภาษีจากโรงเรียนสอนกวดวิชาที่มีลักษณะเป็นการประกอบธุรกิจ โดยปรับปรุงข้อกฎหมายและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ดังนี้
          1) ยกเว้นภาษีเงินได้ให้กับการประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน และยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนประเภทกวดวิชา โดยกำหนดให้เงินได้ กำไรสุทธิ หรือผลตอบแทนที่ได้จากกิจการโรงเรียนเอกชนซึ่งได้ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนซึ่งได้ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน รวมถึงเงินปันผล หรือส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับจากการประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ทั้งนี้ไม่รวมถึงเงินได้หรือกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการของโรงเรียนเอกชนประเภทกวดวิชา
           2) ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินใด ๆ ให้กับโรงเรียนเอกชน และการโอนกลับคืนเมื่อเลิกใช้ประโยชน์หรือเลิกกิจการ
          3) ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่ผู้บริจาคที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ให้แก่โรงเรียนเอกชน และการโอนกลับคืนเมื่อเลิกใช้ประโยชน์หรือเลิกกิจการ
          4) ยกเว้นภาษีเงินได้ที่ได้รับจากกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เมื่อผู้อำนวยการ ผู้บริหาร ครู หรือบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเอกชนออกจากงานเพราะเหตุสูงอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย
          สถานะปัจจุบัน : กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ได้แก่
          - พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 588) พ.ศ. 2558 PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558
          - พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 589) พ.ศ. 2558 PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558
          - พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 590) พ.ศ. 2558 PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558
          - กฎกระทรวง ฉบับที่ 307 (พ.ศ. 2558) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558


5. การจัดเก็บภาษีเงินได้ห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล

          คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2557 PDF อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้ห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล) เพื่อปรับปรุงการจัดเก็บภาษีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยกำหนดคำนิยามแยกการเสียภาษีของห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลออกเป็นคนละหน่วยภาษีอย่างชัดเจน
          สถานะปัจจุบัน : กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว โดยได้มีการออกพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 39) พ.ศ. 2557  PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2557


6. การปรับลดภาษีสรรพสามิตเพื่อส่งเสริมกิจการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน

   กระทรวงการคลังได้มีการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล จากร้อยละ 50 (ตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527) เป็นร้อยละ 17 14 และ 12 ตามประเภทของเครื่องยนต์เพื่อเป็นการสนับสนุนการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการขยายขนาดของเครื่องยนต์จาก 1,400 ซีซี เป็น 1,500 ซีซี ของเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยี และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก และให้มีการผลิตรถยนต์ Eco Car ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล เนื่องจากรถยนต์นั่งที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล มีอัตราการประหยัดพลังงานและอัตราการปล่อย CO2 ดีกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติ Eco Car (Phase 1 and 2)

 

Eco car Phase 1

Eco car Phase 2

คุณสมบัติเบื้องต้น
BOI

มูลค่าการลงทุน (ล้านบาท)

≥ 5,000

≥ 6,500  ล้านบาท --> ผู้ลงทุนรายใหม่
≥ 5,000  ล้านบาท --> ผู้ลงทุนปัจจุบัน

กำลังการผลิต

100,000  คัน
ปี ที่ 5 – 8

100,000 คัน ปีที่ 4 - 6

สิทธิประโยชน์
BOI

สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

8 ปี

- 6 ปี
- 7 ปี  (ลงทุนเพื่อพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนและแม่พิมพ์ไทย ≥ 500  ล้านบาท ภายใน 5 ปี )
- 8 ปี  (ลงทุนเพื่อพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนและแม่พิมพ์ไทย ≥ 800  ล้านบาท ภายใน 5 ปี )

MOF

อัตราภาษีสรรพสามิต

17%

- 14 %
- 12 % สำหรับ E85

รายละเอียด

มาตรฐานไอเสีย

Euro 4

Euro 5

มาตรฐานการปล่อย CO2

≤ 120 g/km

≤ 100 g/km

ความสามารถในการประหยัดพลังงาน

≤ 5 ลิตร/100 กม.

≤ 4.3 ลิตร/100 กม.

มาตรฐานความปลอดภัย

UNECE 94,95

UNECE 94, 95 และ ABS VSC

เครื่องยนต์ : เบนซิน
              : ดีเซล

≤ 1,300 CC.
≤ 1,400 CC.

≤ 1,300 CC.
≤ 1,500 CC.

 

          สถานะปัจจุบัน : กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ได้แก่
          -ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 127) PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2557
          -ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 128) PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2557


7. การปรับปรุงโครงสร้างภาษีศุลกากร กลุ่มวัตถุดิบ/สินค้าทุน

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 โดยกำหนดให้มีการยกเว้นอากรขาเข้ากลุ่มสินค้าวัตถุดิบและสินค้าทุนรวม 1,247 รายการ เช่น ก๊าซธรรมชาติ สังกะสี เนื้อสัตว์ที่ทำเป็นเพลเลต ไม้จำพวกสน เครื่องกังหันใบพัด เครื่องจักรสำหรับประกอบแผงวงจรย่อย ท่อส่งก๊าซ เป็นต้น และปรับลดอัตราอากรขาเข้าลงจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 10 สำหรับกลุ่มสินค้าวัตถุดิบและสินค้าทุนรวม 258 รายการ เช่น เครื่องจักรกลที่ใช้แรงงาน เครื่องซักผ้าใช้ตามโรงงาน เครื่องจักรใช้เชื่อม เป็นต้น
          สถานะปัจจุบัน : กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว โดยมีการออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 11) PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2557

 





1. การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ SMEs

          คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 PDF ให้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ SMEs เพื่อลดอัตราและยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระภาษีและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ SMEs ตลอดจนเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและจูงใจให้เกิดการลงทุน โดยมีการปรับอัตรา ดังนี้


ช่วงเงินได้

เดิม

ใหม่

น้อยกว่า 300,000 บาท

0%

0%

300,000 บาท – ไม่เกิน 1,000,000 บาท

15%

15%

1,000,000 บาท – ไม่เกิน 3,000,000 บาท

20%

มากกว่า 3,000,000 บาท

20%

20%

 

          สถานะปัจจุบัน : กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว โดยมีการออก พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 583) พ.ศ. 2558 PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558

 


2. โครงการให้ความช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)


2.1 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Policy Loan)

      คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2558 PDF ให้ ธพว. ดำเนินโครงการ Policy Loan โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

          - วงเงินสินเชื่อรวมจำนวน 15,000 ล้านบาท วงเงินสินเชื่อต่อรายเป็นไปตามมติของที่ประชุม คนร. (ปัจจุบัน คนร. กำหนดไว้ที่ 30 ล้านบาท) ระยะเวลาการกู้ยืมไม่เกิน 5 ปี และกำหนดอัตราดอกเบี้ยในปีที่ 1 - 3 ไว้ที่ร้อยละ 4 ส่วนปีที่ 4 - 5 อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามอัตราดอกเบี้ยที่ ธพว. กำหนด (รัฐบาลชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้แก่ ธพว. ร้อยละ 3 ในส่วนของเงินให้สินเชื่อ 15 ล้านบาทแรกในช่วง 3 ปีแรก)

          -ให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ Policy Loan ของ ธพว. โดยมีวงเงินค้ำประกันรวมจำนวน 15,000 ล้านบาท วงเงินค้ำประกันต่อราย เป็นไปตามมติของที่ประชุม คนร. (ปัจจุบัน คนร. กำหนดไว้ที่ 30 ล้านบาท) ระยะเวลาค้ำประกัน ไม่เกิน 5 ปี และ บสย. คิดค่าธรรมเนียม
ค้ำประกันในอัตราร้อยละ 1.75 ต่อปี ของวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ ตลอดอายุการค้ำประกัน 5 ปี โดยรัฐรับภาระ
จ่ายค่าธรรมเนียมแทน SMEs ใน 3 ปีแรก (ปีที่ 1 รัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมแทน SMEs ในอัตราร้อยละ 1.75 ต่อปีของวงเงินค้ำประกัน ส่วนปีที่ 2 - 3 รัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมแทน SMEs ในอัตราร้อยละ 0.75 ต่อปีของวงเงินค้ำประกัน)

          สถานะปัจจุบัน : เริ่มรับคำขอตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2558 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558

 

2.2 โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS ระยะที่ 5


       คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 PDF   ให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อผ่านโครงการ PGS-5 ดังนี้

          - กำหนดกรอบวงเงินค้ำประกันตามเงื่อนไขเดิมของโครงการ PGS-5 ไว้ที่จำนวน 20,000 ล้านบาท (จ่ายค่าประกันชดเชยกรณีที่เป็นภาระค้ำประกันที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPGs) ทั้งโครงการรวมทั้งสิ้นไม่เกินร้อยละ 18 ของวงเงินค้ำประกันรวม และค้ำประกัน SMEs แต่ละรายเป็นสัดส่วนร้อยละ 100 ของภาระค้ำประกัน) โดยรัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมแทน SMEs ในปีแรก

          - ปรับเงื่อนไขโครงการ PGS-5 ในวงเงินส่วนที่เหลือ 80,000 ล้านบาท (ใช้วงเงินที่เหลือของโครงการ PGS-5) วงเงินค้ำประกันต่อราย สูงสุด 40 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน อายุการค้ำประกัน ไม่เกิน 7 ปี สิ้นสุดระยะเวลารับคำขอค้ำประกัน วันที่ 31 ธันวาคม 2559 โดย บสย. คิดค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน ร้อยละ 1.75 ต่อปี (รัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมแทน SMEs ในปีแรก) จ่ายค่าประกันชดเชยกรณีที่เป็นภาระค้ำประกันที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPGs) ทั้งโครงการรวมทั้งสิ้น ไม่เกินร้อยละ 30 ของวงเงินค้ำประกันรวม และจ่ายค่าประกันชดเชยตามภาระค้ำประกัน SMEs แต่ละรายเป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของภาระค้ำประกัน (สถาบันการเงินเข้าร่วมโครงการรับภาระในส่วนร้อยละ 30 ที่เหลือ)

       ทั้งนี้ กำหนดให้ธนาคารที่เข้าร่วมโครงการคิดอัตราดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการในอัตราไม่เกิน MLR+2 และผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการต้องได้รับการตรวจสอบเครดิตบูโรแล้วเป็นลูกหนี้ปกติตามเกณฑ์ข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย

          สถานะปัจจุบัน : เริ่มรับคำขอตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2559

 


3. สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 PDF เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนรายย่อยและขจัดปัญหาหนี้นอกระบบเพื่อประกอบธุรกิจ รายละไม่เกิน 100,000 บาท ดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี ทั้งนี้  ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสงค์จะขอใบอนุญาตให้สินเชื่อ Nano-Finance สามารถยื่นแบบฟอร์มตามที่ ธปท. กำหนด (สามารถ download ได้จาก www.bot.or.th) ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2558 เป็นต้นไป ที่ ธปท. สำนักงานใหญ่และสำนักงานภาค หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ธปท. โทร. 02 – 283 - 5828 หรือ กระทรวงการคลัง 02 – 273 - 9020 ต่อ 3288 และสำหรับประชาชนทั่วไปที่ประสงค์จะขอสินเชื่อ Nano-Finance สามารถสอบถามได้ที่ โทร 1213 ศูนย์บริการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) 
          สถานะปัจจุบัน : มาตรการสินเชื่อ Nano-Finance ประกอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้องและมีบริษัทที่ได้รับอนุญาตแล้ว ดังนี้
          1) ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ) ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 PDF
          2) ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2557 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 PDF
          3) ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.1/2558 เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน ลงวันที่ 22 มกราคม 2558 PDF

          4) บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว 13 ราย PDF

 

  

 

4. กองทุนร่วมลงทุนในกิจการ SMEs

          มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 57 PDF ให้จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนในกิจการ SMEs เพื่อร่วมลงทุนในกิจการของ SMEs เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของ SMEs ที่มีศักยภาพที่มีความตั้งใจจริงในการทำธุรกิจแต่ขาดแคลนเงินทุนในช่วงเริ่มดำเนินกิจการหรือระหว่างดำเนินกิจการ ทั้ง SMEs ระยะเริ่มต้น (Seed & Start-Up Stage) (เงินลงทุนแรกเริ่มไม่ควรเกิน ๕ ล้านบาทต่อราย) และ SMEs ขนาดเล็กและกลาง (Small & Medium) (เงินลงทุนแรกเริ่มไม่ควรเกิน ๓๐ ล้านบาทต่อราย) โดยการพิจารณาร่วมทุนเป็นไปตามการพิจารณาของคณะกรรมการกองทุนร่วมลงทุนในกิจการ SMEs และวงเงินลงทุน 10,000 - 25,000 ล้านบาท (ภาครัฐจะเข้าร่วมลงทุนร้อยละ 10 - 50)
          สถานะปัจจุบัน : ธพว. จัดตั้งกองทุนย่อยกองแรกแล้วในวงเงิน 500 ล้านบาท

5. พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ

          คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 PDF เพื่อให้มีการนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถจำนองหรือจำนำมาใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ในลักษณะที่ผู้ให้หลักประกันไม่ต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันให้แก่ผู้รับหลักประกัน จะเป็นการเพิ่มช่องทางในการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการประกันการชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินมี 2 รูปแบบ คือ การจำนองและการจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งการจำนองและการจำนำต่างก็มีข้อจำกัดของกฎหมาย อีกทั้ง ร่าง พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. .... PDF นี้ จะมีระบบบังคับหลักประกันที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ให้หลักประกัน และยังเป็นการลดภาระของศาลและเจ้าพนักงานบังคับคดี
          สถานะปัจจุบัน : ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวผ่านการพิจารณาในวาระที่ 1 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้ว และอยู่ระหว่างการเสนอเข้าสู่ชั้นการพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ของ สนช.

 











1. โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินผ่าน ธ.ก.ส.

          คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 PDF เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้ากว่า 818,000  ราย มูลหนี้ 116,000 ล้านบาท ผ่านโครงการปลดเปลื้องหนี้สิน ปรับปรุงโครงสร้างหนี้และขยายเวลาชําระหนี้ พร้อมตอบแทนลูกค้าชั้นดีลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เหลือ MRR และเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนขยายการผลิต  ประกอบด้วยโครงการย่อย ดังนี้ 
          1) โครงการปลดเปลื้องหนี้ โดย ธ.ก.ส. จะดำเนินการจำหน่ายหนี้เงินกู้ทั้งจำนวนออกจากบัญชีเป็นสูญให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีศักยภาพ (เสียชีวิต ทุพพลภาพ เจ็บป่วยเรื้อรัง ชราภาพ และมีปัญหาสุขภาพ) 
          2) โครงการปรับโครงสร้างหนี้ โดย ธ.ก.ส. จะดำเนินการพักชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่มีศักยภาพต่ำที่ผ่านการประเมินศักยภาพแล้วว่ายังมีความสามารถในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมแต่มีปัญหาในการชำระหนี้ โดยจะพักชำระหนี้เงินต้นเป็นระยะเวลา 3 ปี และให้ผ่อนชำระเงินตามงวดหรือระยะเวลาที่ตกลงกันแต่ไม่เกิน 15 ปี และเมื่อเกษตรกรชำระหนี้ได้ครบแล้ว ธ.ก.ส. จะยกหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยที่พักไว้ทั้งจำนวน นอกจากนี้ จะสนับสนุนสินเชื่อตามแผนฟื้นฟูการประกอบอาชีพรายละไม่เกิน 50,000 บาท 
          3)  โครงการขยายเวลาชำระหนี้ โดย ธ.ก.ส. จะพิจารณาขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่มีศักยภาพในการประกอบอาชีพ แต่ได้รับผลกระทบจากการงดทำนาปรังและราคายางพาราตกต่ำ และจะสนับสนุนสินเชื่อเพิ่มเติมให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวรายละไม่เกิน 100,000 บาท
          สถานะปัจจุบัน : เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2558 และสิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการ ดังนี้
          1) โครงการปลดเปลื้องหนี้ สิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2558
          2) โครงการปรับโครงสร้างหนี้ สิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558
          3)  โครงการขยายเวลาชำระหนี้ สิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558

 

 


2. โครงการประกันภัยข้าวนาปี

          คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2558 PDF ให้ดำเนินการรับประกันภัยต่อเนื่องจากโครงการฯ ในปีการผลิต 2557 และเริ่มดำเนินการก่อนฤดูกาลเพาะปลูกข้าวของเกษตรกร ทั้งนี้ โครงการฯ ปีการผลิต 2558 มีหลักการแนวทางการรับประกันภัย และรายละเอียดการรับประกันภัย เช่นเดียวกับรูปแบบที่ได้ดำเนินการในปีการผลิต 2557 เกษตรกรผู้เอาประกันภัย ได้รับความคุ้มครองจากภัยธรรมชาติ 7 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย ภัยศัตรูพืชและโรคระบาด โดยมีรายละเอียดโครงการ ดังนี้

รายละเอียดโครงการ

การรับประกันปี 2558

อัตราเบี้ยประกันภัย (บาทต่อไร่)
เบี้ยประกันภัยที่เกษตรกรต้องชำระ

แบ่งพื้นที่รับประกันภัย 5 พื้นที่ตามระดับความเสี่ยง 115-450 บาทต่อไร่

60-100 บาทต่อไร่ (เป็นอัตราเดียวกับโครงการฯ ปีการผลิต 2557)

ความคุ้มครอง

ภัย 7 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วงลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเก็บ และไฟไหม้ รวมทั้งภัยศัตรูพืชและโรคระบาด

อัตราค่าสินไหมทดแทน (บาทต่อไร่)

1,111 บาทต่อไร่ สำหรับภัยธรรมชาติ 6 ภัย และวงเงินคุ้มครอง 555 บาท ต่อไร่ สำหรับภัยศัตรูพืชและโรคระบาด (เป็นอัตราเดียวกับโครงการฯ ปีการผลิต 2557)

พื้นที่เพาะปลูกเข้าร่วมโครงการ (ไร่)

1.5 ล้านไร่

 

          สถานะปัจจุบัน : เริ่มขายกรมธรรม์ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม – 14 สิงหาคม 2558 สําหรับทุกภาคยกเว้นภาคใต้สิ้นสุดการรับทําประกันภัยวันที่ 11 ธันวาคม 2558  













1. มาตรการสนับสนุนการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

          ตามที่รัฐบาลได้มีมาตรการในการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดน รองรับการเปิดอาเซียน โดยกำหนดเป็น 2 ระยะ ดังนี้
          ระยะแรก ได้กำหนดเขตพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดต่อไปนี้  จังหวัดตาก จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดสระแก้ว จังหวัดตราด จังหวัดสงขลาและจังหวัดหนองคาย  และ
          ระยะที่ 2 ได้กำหนดเขตพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดต่อไปนี้  จังหวัดนราธิวาส จังหวัดเชียงราย จังหวัดนครพนม และจังหวัดกาญจนบุรี

          สถานะปัจจุบัน : มาตรการสนับสนุนการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลังมีดังต่อไปนี้

    1) ด้านสิทธิประโยชน์ กำหนดพื้นที่ และศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุน ได้แก่

          - การให้สิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมการลงทุนสำหรับการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 4/2557 เรื่อง นโยบายส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ PDF และ

          - มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลในเขตพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งกำหนดการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีการให้สิทธิประโยชน์ทั้งที่เกี่ยวกับภาษีอากรและมิใช่ภาษีอากรสำหรับการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ กรณีเป็นกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิเป็นเวลา 10 รอบระยะเวลาบัญชีและกำหนดกิจการที่ได้รับสิทธิประโยชน์เป็นกิจการผลิตสินค้าที่จะต้องมีการลงทุนในพื้นที่ โดยจะต้องเป็นการผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้า การผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเป็นหลัก และการผลิตสินค้าที่มีแนวโน้มจะสูญเสียการแข่งขัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป  รายละเอียดปรากฏตามคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 PDF

  

    2) ด้านโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร

มาตรการสนับสนุนการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 6 จังหวัด ด้านโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร มีดังนี้

          - งบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาด่านศุลกากรในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (6 พื้นที่ : 7 ด่านฯ)

          - โครงการการให้สิทธิประโยชน์ทางศุลกากรเพื่อสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ

          - โครงการพัฒนาด่านศุลกากรและนำร่องด่านศุลกากรต้นแบบ

 

    3) ด้านการจัดหาที่ดินและบริหารจัดการ

           บริหารจัดการที่ดินที่มีการถอนสภาพเพื่อประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยจะมีการจัดสรรพื้นที่ให้เอกชน และ กนอ.เช่า และกำหนดอัตราค่าเช่า ค่าธรรมเนียมการจัดให้เช่า เงื่อนไข หลักเกณฑ์การเช่า กรณีเอกชน และ กนอ. รวมทั้งเอกสารประกอบการจัดให้เช่า เสนอต่อ กนพ. เพื่อพิจารณา และปฏิบัติตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 17/2558 เรื่อง การจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ PDF

 


























1. การส่งเสริมสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (International Head Quarter : IHQ)

          สำหรับกิจการสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ ได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้
          1) สิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมการลงทุน ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 2/2557 เรื่อง นโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน PDF : เฉพาะเครื่องจักรที่ใช้วิจัยและพัฒนา และฝึกอบรม ได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้
                   - ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร
                   - ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็น สำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลา 1 ปี ทั้งนี้ คณะกรรมการจะพิจารณาขยายเวลาให้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
                   - สิทธิและประโยชน์ที่มิใช่ภาษีอากร

         2) สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 586) พ.ศ. 2558 PDF โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

 

ประเด็น

ROH+TC พ.ร.ฎ. 586/2558
ITC
พ.ร.ฎ. 587/2558

สิทธิประโยชน์ทางภาษี

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) : สิทธิประโยชน์ 15 ปี

      1.1 รายได้จากการให้บริการหรือบริหารเงิน (รวมดอกเบี้ย) แก่วิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

ร้อยละ 10

      ๑.๒ รายได้จากการให้บริการหรือบริหารเงิน (รวมดอกเบี้ย) แก่วิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ

ยกเว้น

      1.๓ ค่าสิทธิที่ได้รับจากวิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

ร้อยละ ๑๐

      1.๔ ค่าสิทธิที่ได้รับจากวิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ

ยกเว้น

      1.5 เงินปันผลจากวิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

ยกเว้น/เสียกึ่งหนึ่ง
(ตามมาตรา ๖๕ ทวิ (๑๐) แห่ง ปรก.)

      1.๖ เงินปันผลจากวิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ

ยกเว้น

      1.๗ รายได้จากการโอนหุ้นของวิสาหกิจในเครือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ

ยกเว้น

      1.๘ รายได้จากการจัดซื้อและขายสินค้าในต่างประเทศ (Out-Out)

ยกเว้น

      ๑.๙ รายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศที่รับจากหรือในต่างประเทศ

ยกเว้น

      1.1๐ เงินปันผลที่นิติบุคคลต่างประเทศได้รับจาก IHQ

ยกเว้น CIT
(เฉพาะที่จ่ายจากรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี)

      1.1๑ ดอกเบี้ยที่นิติบุคคลต่างประเทศได้รับจาก IHQ (เฉพาะที่กู้มาเพื่อให้กู้ต่อ)

ยกเว้น CIT

2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) : สิทธิประโยชน์ 15 ปี

      2.1 รายได้ของคนต่างด้าวที่ทำงานประจำ IHQ (เสียตามอัตรา PIT ปกติ หากคำนวณแล้วมีเงินได้ต้องเสีย PIT ในอัตราที่ต่ำกว่ากว่าร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน)

ร้อยละ 15
ของเงินได้พึงประเมิน

3. ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT)

      3.1 รายรับจากการให้กู้ยืมแก่วิสาหกิจในเครือ เฉพาะที่เป็นการบริหารเงิน

ยกเว้น

 

          สถานะปัจจุบัน : กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว โดยได้ออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 586) พ.ศ. 2558 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558


2. การส่งเสริมบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (International Trading Center : ITC)

          สำหรับกิจการบริษัทการค้าระหว่างประเทศ ได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้
          1) สิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมการลงทุน ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 2/2557 เรื่อง นโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน PDF  ดังนี้
                      - ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร
                      - ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็น สำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลา 1 ปี ทั้งนี้ คณะกรรมการจะพิจารณาขยายเวลาให้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
                      - สิทธิและประโยชน์ที่มิใช่ภาษีอากร
          2) สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 587) พ.ศ. 2558 PDF โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

       

ประเด็น

ITC

สิทธิประโยชน์ทางภาษี

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)

      1.1 รายได้จากการจัดซื้อและขายสินค้าในต่างประเทศ OUT-OUT

ยกเว้น

      ๑.๒ รายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศที่รับจากหรือในต่างประเทศ

ยกเว้น

      1.๓ เงินปันผลที่นิติบุคคลต่างประเทศได้รับจาก ITC

ยกเว้น
(เฉพาะที่จ่ายจากรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี)

2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) : สิทธิประโยชน์ 15 ปี

      2.1 รายได้ของคนต่างด้าวที่ทำงานประจำ ITC (เสียตามอัตรา PIT ปกติ หากคำนวณแล้วมีเงินได้ต้องเสีย PIT ในอัตราที่ต่ำกว่ากว่าร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน)

ร้อยละ 15
ของเงินได้พึงประเมิน

          สถานะปัจจุบัน : กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว โดยได้ออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 587) พ.ศ. 2558 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558

 


3. การอนุญาตให้จัดตั้งศูนย์บริหารเงิน (Treasury Center : TC)

           การจัดตั้งศูนย์บริหารเงินซึ่งทำหน้าที่ในการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศให้แก่บริษัทในเครือเดียวกันที่ตั้งในไทยและต่างประเทศ อันจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศของกลุ่มบริษัทในเครือ ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้หากมีคุณสมบัติตามเกณฑ์การจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (International Headquarter : IHQ) จะได้รับสิทธิประโยชน์หากเข้าข้อกำหนดของ IHQ
          สถานะปัจจุบัน : ได้มีออกประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนี้ 
          1. ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง คำสั่งรัฐมนตรีให้แก่ศูนย์บริหารเงิน PDF
          2. ประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับศูนย์บริหารเงิน โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย PDF
          3. ประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับศูนย์บริหารเงิน (ฉบับที่ 2) โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย PDF

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย


4. ระบบการเชื่อมโยงอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (National Single Window : NSW) และระบบการอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน (ASEAN Single Window : ASW)

          1) ระบบการเชื่อมโยงอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (National Single Window : NSW) เป็นระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ สำหรับการนำเข้า ส่งออก และโลจิสติกส์ รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งเป็นระบบบริการแบบอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติควบคู่ไปกับการปฏิรูปกระบวนการและขั้นตอนการให้บริการ และการลดรูปเอกสาร โดยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการสามารถทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กับหน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์แบบปลอดภัยและไร้เอกสาร รวมถึงการใช้ข้อมูลร่วมกันกับทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง และการเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตและใบรับรองระหว่างหน่วยงานภาครัฐภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยผู้ใช้บริการทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจสามารถติดตามผลในทุกๆ ขั้นตอนของการดำเนินงานนำเข้า ส่งออกและการอนุมัติต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ (e-Tracking) ทุกวันและตลอดเวลา 24 ชั่วโมง 
          สถานะปัจจุบัน : ระบบ NSW ของประเทศ มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ภายในประเทศและต่างประเทศทั้งภายในและภายนอกภูมิภาคอาเซียนแล้ว โดยมีความก้าวหน้าของการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานกับระบบ NSW ของประเทศ ดังนี้ 
          - หน่วยงานที่เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ NSW อย่างเป็นทางการแล้ว จำนวน 30 หน่วยงาน PDF
          - หน่วยงานที่อยู่ระหว่างทดสอบการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ NSW จำนวน 5 หน่วยงาน PDF
          - หน่วยงานที่อยู่ระหว่างพัฒนาระบบการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ NSW จำนวน 1 หน่วยงาน  PDF

 

          2) ระบบการอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน (ASEAN Single Window : ASW)  เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลทางการค้าระหว่าง National Single Window (NSW) ของ ๑๐ ประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้อาเซียนก้าวไปสู่ การเป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตร่วมกัน (Single Market and Production Base) ตามพิมพ์ เขียวเพื่อการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) โดยเฉพาะการส่งเสริมการ เคลื่อนย้ายสินค้าและบริการข้ามพรมแดนอย่างเสรี และการค้าไร้เอกสารแบบปลอดภัย ทั้งนี้ การจัดตั้ง ASW ถือเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อรองรับ AEC 2558
          สถานะปัจจุบัน : บริษัทผู้พัฒนาโครงการนำร่อง ASW Component 2 (Full-fledged) อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ให้พร้อมใช้งาน เพื่อการทดสอบเชื่อมโยงข้อมูล ATIGA FORM D ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน


















1. มาตรการสนับสนุนและพัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

          เพื่อสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านฯ ที่มีความเข้มแข็งให้สามารถขยายกิจการได้ ฟื้นฟูกองทุนหมู่บ้านฯ ที่ยังมีความอ่อนแอ และปรับปรุงการบริหารจัดการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาความยากจน มาตรการสนับสนุนและพัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง มีดังนี้
          1. การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงแก่กองทุนหมู่บ้านฯ
          2. การปรับปรุงการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน ฯ และ สทบ. ในเรื่องการบริหารจัดการ
          3. การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่กองทุนหมู่บ้านฯ ตามศักยภาพของกองทุนหมู่บ้านฯ โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้
              3.1 เพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้านฯ ระยะที่ 3 ในส่วนที่เหลือ จำนวน 19,825 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกองทุนหมู่บ้านฯ ที่ได้รับการประเมินศักยภาพในระดับพอใช้ (C) และควรปรับปรุง (D) และให้ ธ.ก.ส. และ ธนาคารออมสินเป็นพี่เลี้ยงดูแลกองทุนหมู่บ้านฯ อย่างใกล้ชิด
              3.2 สนับสนุนเงินทุนต่อยอดแก่กองทุนหมู่บ้านฯ ที่ได้รับการประเมินศักยภาพในระดับดีมาก (A) หรือระดับดี (B) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 59,874 แห่ง 
              ให้ ธ.ก.ส. และ ธนาคารออมสิน สนับสนุนวงเงินสินเชื่อรวม 40,000 ล้านบาท (ธนาคารละ 20,000 ล้านบาท) โดยมีระยะเวลาการสนับสนุน 2 ปี เพื่อให้กองทุนหมู่บ้านฯ กู้ยืมเป็นเงินทุนต่อยอดสำหรับให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อการลงทุน การสร้างรายได้ การใช้จ่ายยามจำเป็นฉุกเฉิน การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี และมีระยะเวลาการกู้ยืมไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้วงเงินการกู้ยืมสำหรับกองทุนหมู่บ้านฯ แต่ละแห่งขึ้นอยู่กับศักยภาพของกองทุน แต่ไม่เกินข้อกำหนดของสถาบันการเงิน
          สถานะปัจจุบัน : กระทรวงการคลังโดยความร่วมมือของธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้สนับสนุนให้สินเชื่อแก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง วงเงิน 40,000 ล้านบาท หรือธนาคารละ 20,000 ล้านบาท ระยะเวลาสนับสนุน 2 ปี อัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ระยะเวลาการกู้ยืมไม่เกิน 5 ปี

 







































1. โครงการเงินกู้เพื่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และระบบขนส่งทางถนน

          คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 PDF อนุมัติให้ดำเนินโครงการเงินกู้เพื่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนน ระยะเร่งด่วน : มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 โดยมีกรอบวงเงิน 78,294.85 ล้านบาท ประกอบด้วย
          1) โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระยะเร่งด่วน วงเงินรวม 37,602.84 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำโดยการจัดทำระบบประปาหมู่บ้านและระบบชลประทานเพื่อกักเก็บน้ำ และการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยโดยการจัดทำระบบป้องกันน้ำท่วม พัฒนาระบบการระบายน้ำ ระบบผันน้ำ และระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการศึกษาสำรวจและออกแบบโครงการขนาดใหญ่ที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2559
          2) โครงการพัฒนาระบบขนส่งทางถนนระยะเร่งด่วน วงเงินรวม 40,692.01 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงบูรณะทางหลวง การปรับปรุงทางจักรยาน การติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างและป้ายจำกัดความเร็ว แก้ไขจุดเสี่ยง การเพิ่มช่องจราจร การขยายเส้นทางการปรับปรุงถนนทางแยกและทางกลับรถ
          สถานะปัจจุบัน : มีการออกระเบียบและหลักเกณฑ์ในการดำเนินงาน ดังนี้
          ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการเงินกู้เพื่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนน ระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2558 PDF
          หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกู้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการเงินกู้เพื่อระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนน ระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2558 PDF


2. การขับเคลื่อนโครงการลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

          คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีมติเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2557 PDF
          1. เห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย (พ.ศ. ๒๕๕๘ - ๒๕๖๕) ซึ่งประกอบด้วย ๕ แผนงาน ได้แก่ แผนงานการพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง แผนงานการพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แผนงานการเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน แผนงานการพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ และแผนงานการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการขนส่งทางอากาศ เพื่อให้หน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางประกอบการพิจารณาในการจัดทำรายละเอียดแผนงาน/โครงการในระยะต่อไป
          ๒. เห็นชอบแนวทางการพัฒนาในระยะเร่งด่วนที่จะเร่งดำเนินการในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ และปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ประกอบด้วย (1) การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมกับประตูการค้า เมืองหลักในภูมิภาค และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ (2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งทางราง
          สถานะปัจจุบัน : กระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยได้บรรจุโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้ายคมนาคมขนส่งของไทยไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2558 และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 PDF ได้อนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2558 ครั้งที่ 2 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

รายการ

วงเงิน (ลบ.)

ผลการกู้เงิน (ลบ.)

1. แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล

 

 

รัฐบาลกู้มาให้กู้ต่อ (กู้ในประเทศ)

 

 

          1) โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (รฟม.)

5,934.00

3,200.00
          2) โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางจิระ-ขอนแก่น (รฟท.)

2,538.79

-

          3) โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร (รฟท.)

1,716.41

-

รัฐบาลกู้มาให้กู้ต่อ (กู้ต่างประเทศ)

 

 

          4) โครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล (สายสีแดง) บางซื่อ – รังสิต (รฟท.)

47,731.00

11,980.84

2.แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ

 

 

แผนเงินกู้เพื่อลงทุนในโครงการ (หนี้ในประเทศ)

 

 

          1) โครงการจัดหารถจักดีเซลไฟฟ้า 20 คัน (รฟท.)

1,828.70

1.192.00
          2) โครงการจัดหารถจักดีเซลไฟฟ้า 50 คัน (รฟท.)

984.38

-
          3) โครงการจัดหารถโบกี้บรรทุกสินค้า 308 คัน (รฟท.)

115.50

-

          4) โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ – ตลิ่งชัน (รฟม.)

1,910.48

-

          5) โครงการจัดหารถโดยสารรุ่นใหม่สำหรับเชิงพาณิชย์ 115 คัน (รฟม.)

700.34

700.00
          6) โครงการจัดซื้อรถโดยสารใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติ 3,183 คัน (ขสมก.)

2,200.50

-

3. แผนการบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องขออนุมัติภายใต้กรอบแผนฯ ปีงบประมาณ 2558

 

 

แผนการก่อหนี้ใหม่

 

 

เงินกู้ต่างประเทศ

 

 

          1) เงินกู้เพื่อจัดซื้อเครื่องบิน 4 ลำ และซื้อคืนเครื่องบิน 6 ลำ ของบริษัท การบินไทยจำกัด (มหาชน)

19,560.73

-

          2) โครงการจัดซื้อเครื่องบิน 4 ลำของการบินไทยจำกัด (มหาชน)

9,608.45

8,066.55

รวม

94,829.28

24,439.39

 

   หมายเหตุ : ข้อมูลผลการกู้เงิน ณ เดือนกรกฎาคม 2558
















































1. พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP)

          พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 PDF  โดยการดำเนินการจัดทำแนวทางปฏิบัติการพิจารณาโครงการ และการร่างกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 (มีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 เมษายน 2556) เพื่อให้ภาครัฐมีหลักเกณฑ์และแนวทางในการดำเนินการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐเป็นไปตามกฎหมายดังกล่าวอย่างถูกต้องเหมาะสม รวมทั้ง มีแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทให้แก่ทุกหน่วยงาน เพื่อให้สามารถร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
          สถานะปัจจุบัน : ได้มีการจัดทำกฎหมายลำดับรอง ที่ออกตามความใน พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 แล้วเสร็จ จำนวน 13 ฉบับ ดังนี้
          1. ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ PDF
          2. ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ประโยชน์ตอนแทนของกรรมการ อนุกรรมการ และผู้เชี่ยวชาญ ตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 พ.ศ. 2557  PDF
          3. ประกาศคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคัดเลือก และคณะกรรมการกำกับดูแล พ.ศ. 2556 PDF
          4. ประกาศคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการรับฟังความคิดเห็นในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2557  PDF
          5. ประกาศคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เรื่อง รายละเอียดที่ต้องมีในผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการของหน่วยงานเจ้าของโครงการ พ.ศ. 2557 PDF
          6. ประกาศคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เรื่อง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของที่ปรึกษา พ.ศ. 2557 PDF
          7. ประกาศคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เรื่อง ลักษณะของเอกชนที่ไม่สมควรให้ร่วมลงทุนในกิจการของรัฐและบุคคลที่ไม่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา พ.ศ. 2557  PDF
          8. ระเบียบคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ว่าด้วยการบริหารกิจการกองทุนส่งเสริมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2557  PDF  และหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการขอรับจัดสรรเงินจากกองทุนส่งเสริมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ PDF  
          9. ประกาศสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เรื่อง ข้อกำหนดมาตรฐานของสัญญาร่วมลงทุน PDF
          10. ประกาศคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณมูลค่าของโครงการลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2558  PDF
          11. ประกาศสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เรื่อง รายละเอียดประกาศเชิญชวน เอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุน วิธีการประกาศเชิญชวน วิธีการคัดเลือกของคณะกรรมการคัดเลือก การกำหนดหลักประกันซองและหลักประกันสัญญา พ.ศ. 2558  PDF
          12. ประกาศคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เรื่อง ลักษณะการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ พ.ศ. 2558 PDF
          13. ประกาศคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการที่มีวงเงินมูลค่าต่ำกว่าที่กำหนดในมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 พ.ศ. 2558  PDF
          นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ กระทรวงการคลังโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจได้จัดทำแนวทางปฏิบัติรวม 2 เรื่อง ดังนี้
          1. แนวทางปฏิบัติสำหรับการคำนวณมูลค่าโครงการของโครงการลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2558  PDF
          2. แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 23 และกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 PDF
          ทั้งนี้ ได้มี ประกาศบัญชีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคัดเลือกและคณะกรรมการกำกับดูแลแล้ว 3 ครั้ง  PDF  รวมทั้งได้นำเสนอร่างแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2558-2562  ซึ่งครม. เห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2558 PDF  โดยมีรายการโครงการในกิจการภายใต้แผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2558-2562 (Project Pipeline) PDF  จำนวน 67 โครงการ


2. โครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)

          การนำแนวคิดการทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) มาใช้ในโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ข้อตกลงคุณธรรมเป็นข้อตกลงร่วมกันที่เป็นลายลักษณ์อักษรกำหนดให้ลงนามร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่างหน่วยงานของรัฐ เอกชนที่จะเข้าเสนอราคาในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และผู้สังเกตการณ์ (Observer) ที่มาจากภาคประชาสังคมโดยหลักการของข้อตกลงคุณธรรมได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคมในการตรวจสอบการดำเนินการของภาครัฐ โดยหน่วยงานภาครัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงาน และผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมสังเกตการณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งในกรณีที่ผู้สังเกตการณ์พบพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริต หรืออาจนำไปสู่การทุจริตได้จะต้องรีบแจ้งหน่วยงานเจ้าของโครงการทราบ เพื่อให้มีการชี้แจงหรือแก้ไขในระยะเวลาที่กำหนดหากหน่วยงานดังกล่าวไม่ชี้แจง หรือแก้ไข อาจแจ้งหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการต่อไป
          สถานะปัจจุบัน : มีโครงการนำร่องที่นำระบบข้อตกลงคุณธรรมมาใช้จำนวน 2 โครงการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 PDF ได้แก่ โครงการจัดซื้อรถโดยสารก๊าซธรรมชาติขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริตซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้เห็นชอบให้โครงการเปลี่ยนผ่านการส่งโทรทัศน์ระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิทัล ระยะที่ 1 ของกรมประชาสัมพันธ์ วงเงิน 1,000 ล้านบาท โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมทางศุลกากรด้วยระบบเอ็กซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าสัมภาระและหีบห่อสินค้าของผู้เดินทางของกรมศุลกากร วงเงิน 1,318 ล้านบาท และโครงการจัดซื้อเครื่องจักรของโรงงานยาสูบแห่งใหม่ของโรงงานยาสูบ วงเงิน 7,649 ล้านบาท เป็นโครงการนำร่องเพิ่มเติม


3.โครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (CoST)

          นำระบบ Construction Sector Transparency Initiative (CoST) ที่เป็นมาตรฐานสากลมาช่วยยกระดับความโปร่งใสในโครงการก่อสร้างของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มโดย Department for International Development ของประเทศอังกฤษ ภายใต้การสนับสนุนจากธนาคารโลกในปี 2550 มาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างกลไกและมาตรฐานของการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับก่อสร้างภาครัฐ ขึ้นในประเทศสมาชิกต่างๆ (ประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิกที่ 14 ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2557) โดยวางระบบให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้างภาครัฐต่อสาธารณชนในทุกระยะที่สำคัญของโครงการก่อสร้าง

          สถานะปัจจุบัน : ได้แต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการเปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้างภาครัฐ (Multi-Stakeholder Group: MSG) PDF เพื่อพิจารณากำหนดแนวปฏิบัติและ/หรือระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลและกลไกอื่นในการเสริมสร้างความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐวิสาหกิจ สำหรับโครงการนำร่องที่จะนำ CoST มาใช้ ได้แก่ โครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิระยะที่ 2 ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
เป็นโครงการนำร่อง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2557 PDF

 


4. แนวทางปฏิบัติในการจัดหาพัสดุด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Market) และด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding)

          คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 PDF เห็นชอบให้กระทรวงการคลังนำแนวทางปฏิบัติในการจัดหาพัสดุด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Market : e-market) และด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bidding : e-bidding) เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและมีมาตรฐานเดียวกัน โดยใช้บังคับสําหรับส่วนราชการนําร่องในระยะแรก ทั้งนี้ ได้มีการออก ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการจัดหาพัสดุด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Market: e - market) และด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bidding: e - bidding) PDF     เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการจัดหาพัสดุแก่โครงการนําร่องในระยะแรก

          สถานะปัจจุบัน : กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางได้พัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement : e - GP) เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ซึ่งในระยะที่ 3 ได้พัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร เพื่อรองรับการจัดซื้อจัดจ้าง 2 วิธี  ดังนี้

วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง

ราคาการจัดหาพัสดุ

หมายเหตุ

วิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Market : e - market)
          การจัดหาพัสดุที่มีรายละเอียดคุณลักษณะที่ไม่มีความซับซ้อน เป็นสินค้าหรือบริการทั่วไป มีมาตรฐาน (ปัจจุบันมีสินค้า 7 ชนิด ได้แก่  กระดาษถ่ายเอกสาร ตลับหมึก แฟ้มเอกสาร ซองเอกสาร  เทปกาว และยา 2 ชนิด  คือ  Doxazosin และ Calcium Carbonate)

 

การจัดหาพัสดุครั้งหนึ่ง ซึ่งมีราคาเกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท

 

- การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบันเพื่อรองรับการจัดซื้อจัดจ้างมี 3 วิธี ได้แก่ วิธี e-market วิธี e-bidding และวิธี e-Auction 
- สำหรับการซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาไม่เกิน 100,000 บาท ให้ดำเนินการโดยวิธีตกลงราคา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
- วิธี e-Auction เป็นการจัดซื้อจัดหาพัสดุที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป โดยในปัจจุบันรัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังคงจัดหาพัสดุโดยใช้ระบบดังกล่าว
- วิธี e-Market และวิธี e-Bidding ได้เริ่มใช้ทดลองนำร่องตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 กับส่วนราชการ และโรงพยาบาลของรัฐ
- สำหรับขั้นตอนอื่นใดนอกเหนือจากนี้ให้นำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาบังคับใช้ต่อไป
การจัดจ้างด้วยวิธี e-Market แบ่งได้ 2 ลักษณะ ดังนี้
          1. การเสนอราคาโดยใบเสนอราคา (Request For Quotation : RFQ)
การจัดหาพัสดุครั้งหนึ่ง ซึ่งมีราคาเกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท
          2. การเสนอราคาโดยการประมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Thai Auction)

การจัดหาพัสดุครั้งหนึ่ง ซึ่งมีราคาเกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท

วิธีประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bidding : e - bidding)
          การจัดหาพัสดุที่มีรายละเอียดคุณลักษณะที่มีความซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ หรือเป็นสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้กําหนดไว้ในระบบ e - market

การจัดหาพัสดุครั้งหนึ่ง ซึ่งมีราคาเกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท

 

 
























































1. พ.ร.บ. ทวงถามหนี้

          คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีมติเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 PDF เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. .... เพื่อป้องกันการทวงถามหนี้ไม่เหมาะสมต่อลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามโดยขู่เข็ญ การใช้กำลังประทุษร้าย การทำให้เสียชื่อเสียงหรือการใช้ถ้อยคำที่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างรุนแรง ตลอดจนการสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่บุคคลอื่น จึงได้มีการออกพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการทวงถามหนี้และการควบคุมการทวงถามหนี้ไว้เป็นการเฉพาะ โดยมีหลักเกณฑ์และข้อห้ามในการทวงถามหนี้ที่ชัดเจน มีหน่วยงานในการกำกับดูแลโดยเฉพาะ และสร้างมาตรฐานในการทวงถามหนี้ที่เหมาะสมและเป็นธรรม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ลูกหนี้หรือผู้บริโภคและบุคคลอื่นใดที่เกี่ยวข้องโดยรวมต่อไป
          สถานะปัจจุบัน : กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว โดยได้ออกพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2558

 


2. กองทุนการออมแห่งชาติ

          พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 PDF (พ.ร.บ. กอช.) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 ซึ่งกำหนดให้จัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อเป็นช่องทางการออมเพื่อการเกษียณสำหรับแรงงานนอกระบบ และเป็นหลักประกันการจ่ายบำนาญให้แก่สมาชิกเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2558 PDF  อนุมัติหลักการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติการให้สิทธิแก่ผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนการออมแห่งชาติบางกรณีและการโอนเงิน จากกองทุนประกันสังคมในกรณีชราภาพไปยังกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ....” (เปลี่ยนชื่อร่างจากเดิม คือ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....) ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 จำนวน 7 ฉบับ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการดำเนินงานของกองทุน เพื่อให้กองทุนสามารถเปิดรับสมาชิกและดำเนินการได้ และออกพระราชกฤษฎีกาตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม เพื่อยกเลิกการดำเนินการตามมาตรา 40 กรณีบำนาญชราภาพและแก้ไข พ.ร.บ. กอช. เพื่อรับโอนผู้ประกันตนและเงินของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 กรณีบำนาญชราภาพ ซึ่งรวมถึงผู้ประกันตนที่อายุเกิน 60 ปี ส่วนผู้ประกันตนที่ไม่ประสงค์จะเป็นสมาชิก กอช. จะได้รับเงินที่ผู้ประกันตนส่งเข้ากองทุนเงินสมทบจากรัฐ และดอกผลคืนทั้งจำนวน
          สถานะปัจจุบัน :

          -ร่าง พ.ร.บ. การให้สิทธิแก่ผู้สมัครเป็นสมาชิกของ กอช. PDFได้ผ่านการพิจารณาในคราวประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 44/2558 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 โดยที่ประชุมได้ลงมติเห็นสมควรประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
          - ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์ฯ ได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว อยู่ระหว่างนำเสนอเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
          - ร่างกฎกระทรวง 7 ฉบับ อยู่ระหว่างการพิจารณาของของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 


3. การใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญตาม พรบ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 พ.ศ. 2557 (Undo)

          คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีมติเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2557 PDF  เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ พ.ศ. .... (กำหนดให้สมาชิกของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ สามารถมีสิทธิขอกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔) เพื่อให้ข้าราชการซึ่งเป็นสมาชิกของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และผู้รับบำนาญและทหารกองหนุนเบี้ยหวัดซึ่งเคยเป็นสมาชิก กบข. ที่รับราชการอยู่ในวันก่อนวันที่บทบัญญัติหมวด 3 สมาชิกและสิทธิประโยชน์ของสมาชิก แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 ใช้บังคับ สามารถกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ได้

          สถานะปัจจุบัน : พระราชบัญญัติการกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 พ.ศ. 2557 PDF ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2557

 

4. การเบิกจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ

          คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 PDF เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ (ฉบับ ..) พ.ศ. ....  โดยให้ระเบียบมีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป และกำหนดให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่บรรจุ หรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งต้องใช้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ที่มีอัตราเงินเดือนหรืออัตราค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 13,285 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มฯ เดือนละ 2,000 บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 13,285 บาท และหากได้รับเงินเดือนหรืออัตราค่าจ้างรวมกับเงินเพิ่มฯ ไม่ถึงเดือนละ 10,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มอีกจนถึงเดือนละ 10,000 บาท  สำหรับลูกจ้างชั่วคราวที่กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งต้องใช้ผู้สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาติรีที่มีค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 10,000 บาทและทหารกองประจำการที่ได้รับเงินเดือนในระดับ พ.1 ที่ได้รับเงินเดือนไม่ถึงเดือนละ 10,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มฯจากเงินเดือนจนถึง 10,000 บาท

          สถานะปัจจุบัน : กระทรวงการคลังได้ออกจัดทำระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ (ฉบับ 6) พ.ศ. 2558 PDF   ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป

 


5. มาตรการให้ความช่วยเหลือจังหวัดชายแดนภาคใต้

          คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2557 PDF ได้มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลามาตรการสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการขยายระยะเวลาโครงการสินเชื่อส่งเสริมผู้ประกอบอาชีพให้บริการรถสาธารณะในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ดังนี้
(1) การขยายระยะเวลามาตรการสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้  โดย
- เห็นชอบให้ขยายระยะเวลามาตรการด้านภาษีและค่าธรรมเนียม และมาตรการด้านการเงิน ยกเว้นมาตรการพักชำระหนี้ลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกไปอีก 3 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 31 ธันวาคม 2560
- เห็นชอบมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนโดยธนาคารออมสินให้ครอบคลุมลูกค้ารายเดิมและลูกค้ารายใหม่
- เห็นชอบการขยายระยะเวลามาตรการพักชำระหนี้ลูกค้า ธ.ก.ส. ออกไปอีก 3 ปี 3 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดให้วันที่ 31 ธันวาคม 2560 (ต่อเนื่องจากมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อยและประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้คงค้างต่ำกว่า 500,000 บาท ซึ่งสิ้นสุดโครงการแล้วเมื่อ 30 กันยายน 2553)
- อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาและเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงเพื่อขยายระยะเวลามาตรการด้านภาษีและค่าธรรมเนียมออกไปจำถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560
(2) การขยายระยะเวลาโครงการสินเชื่อส่งเสริมผู้ประกอบอาชีพให้บริการรถสาธารณะในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยให้ขยายเวลาออกไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 เป็นครั้งสุดท้าย
          สถานะปัจจุบัน : ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2557 โดยขยายเวลาโครงการสินเชื่อฯ ออกไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558


ขณะนี้คุณอยู่ที่นี่: